ทำไมคาร์ดิโอถึงช่วยเผาผลาญไขมัน
ก่อนไปเทียบแต่ละแบบ ต้องเข้าใจก่อนว่าคาร์ดิโอคือการออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นต่อเนื่อง ร่างกายจึงต้องใช้พลังงานเยอะขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ พลังงานที่ใช้เพิ่มขึ้นนี้เองที่ทำให้ร่างกายดึงไขมันสะสมมาเผาผลาญเป็นพลังงาน ยิ่งทำนานและสม่ำเสมอ ร่างกายก็ยิ่งดึงไขมันมาใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ
เดินเร็วเป็นคาร์ดิโอที่เข้าถึงง่ายที่สุด ไม่ต้องมีอุปกรณ์ ไม่กระแทกข้อเข่า เหมาะกับคนเริ่มต้นหรือคนที่มีน้ำหนักตัวเยอะ แม้จะเบิร์นแคลอรีต่อนาทีน้อยกว่าคาร์ดิโอแบบอื่น แต่ถ้าเดินได้นาน ๆ ต่อเนื่อง ก็สะสมผลลัพธ์ได้ดีเหมือนกัน ข้อดีอีกอย่างคือทำได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเดินในสวนสาธารณะ เดินไปทำงาน หรือเดินบนลู่วิ่งที่บ้าน จึงเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกายและอยากสร้างความเคยชินก่อนไปทำคาร์ดิโอที่หนักขึ้น
วิ่งเป็นคาร์ดิโอที่เผาผลาญแคลอรีต่อนาทีสูงกว่าเดินค่อนข้างมาก เหมาะกับคนที่มีเวลาจำกัดแต่อยากได้ผลเร็ว ข้อดีคือทำได้ทุกที่ ไม่ต้องมีอุปกรณ์เยอะ แค่รองเท้าวิ่งดี ๆ สักคู่ก็เริ่มได้เลย นอกจากเผาผลาญไขมันแล้ว วิ่งยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจและปอด ทำให้ร่างกายทนต่อกิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม วิ่งมีแรงกระแทกที่ข้อเข่าและข้อเท้ามากกว่าคาร์ดิโอแบบอื่น จึงควรเลือกรองเท้าที่รองรับแรงกระแทกได้ดี อบอุ่นร่างกายก่อนวิ่งทุกครั้ง และค่อย ๆ เพิ่มระยะทางทีละน้อยแทนที่จะเร่งระยะทางเร็วเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงบาดเจ็บ
ปั่นจักรยานให้ผลเบิร์นไขมันใกล้เคียงกับการวิ่ง แต่แรงกระแทกที่ข้อเข่าน้อยกว่ามาก เพราะเป็นการเคลื่อนไหวแบบหมุนวนต่อเนื่อง ไม่มีจังหวะกระแทกพื้นเหมือนวิ่ง เหมาะกับคนที่มีปัญหาข้อเข่าหรือน้ำหนักตัวเยอะ สามารถปั่นได้ทั้งกลางแจ้งและในฟิตเนสด้วยจักรยานปั่นอยู่กับที่ เลือกได้ตามความสะดวกและสภาพอากาศ ถ้าปั่นกลางแจ้งก็ได้อรรถรสของการได้เห็นวิวไปด้วย ส่วนปั่นในร่มก็ควบคุมความหนักเบาได้ง่ายกว่า
ว่ายน้ำใช้กล้ามเนื้อแทบทุกส่วนของร่างกาย ทั้งแขน ขา ลำตัว เผาผลาญไขมันได้ดีไม่แพ้วิ่งหรือปั่นจักรยาน แถมน้ำยังช่วยพยุงน้ำหนักตัว ทำให้แรงกระแทกที่ข้อต่อน้อยมาก เหมาะกับคนที่มีปัญหาข้อเข่า ข้อเท้า หรือน้ำหนักตัวเยอะเป็นพิเศษ รวมถึงคนที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังก็สามารถว่ายน้ำได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแรงกระแทก ข้อจำกัดหลักคือต้องมีสระว่ายน้ำและว่ายเป็นในระดับหนึ่งถึงจะได้ผลเต็มที่
กระโดดเชือกเป็นคาร์ดิโอที่เบิร์นแคลอรีต่อนาทีสูงมาก แค่ 10-15 นาทีก็ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับวิ่งครึ่งชั่วโมง เหมาะกับคนที่มีเวลาน้อยแต่อยากได้ผลเร็ว อีกทั้งยังพกพาสะดวก ทำได้แม้ในพื้นที่จำกัดอย่างระเบียงบ้านหรือลานจอดรถ ข้อควรระวังคือมีแรงกระแทกที่ข้อเข่าค่อนข้างมาก ควรกระโดดบนพื้นนุ่มอย่างเสื่อยางหรือพื้นหญ้า และใส่รองเท้าที่รองรับแรงกระแทกได้ดี ไม่แนะนำให้เริ่มต้นด้วยกระโดดเชือกเป็นคาร์ดิโอแรกถ้ายังไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน
HIIT (High Intensity Interval Training) คือการสลับออกแรงหนักสุดกับพักเบา ๆ เป็นช่วง ๆ เช่น วิ่งเร็วสุด 30 วินาที สลับเดินช้า 1 นาที ทำวนไปหลายรอบ ข้อดีคือใช้เวลาสั้นแต่เบิร์นได้เยอะ และร่างกายยังเผาผลาญพลังงานต่อเนื่องแม้ออกกำลังกายเสร็จแล้ว หรือที่เรียกกันว่า Afterburn Effect เหมาะกับคนที่มีเวลาน้อยและร่างกายพร้อมสำหรับความหนักระดับสูง แต่ไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้นหรือคนที่มีปัญหาข้อต่อ เพราะค่อนข้างหนักและกระแทกเยอะ ควรมีพื้นฐานคาร์ดิโอแบบอื่นมาก่อนสักระยะแล้วค่อยขยับมาลอง HIIT
ปัจจัยอื่นที่มีผลต่อการเผาผลาญไขมัน นอกจากชนิดคาร์ดิโอ
นอกจากเลือกว่าจะทำคาร์ดิโอแบบไหนแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อการเผาผลาญไขมันไม่แพ้กัน
ความหนักและความนาน
ทำนานขึ้นหรือเพิ่มความเร็ว/แรงต้านขึ้นเรื่อย ๆ ร่างกายจะเผาผลาญได้มากขึ้น
ความถี่ในการทำ
ทำสัปดาห์ละครั้งกับทำสัปดาห์ละ 4-5 ครั้ง ผลลัพธ์ต่างกันชัดเจน
การกินอาหาร
ต่อให้ออกกำลังกายหนักแค่ไหน ถ้ากินเกินความต้องการของร่างกายก็ยังไม่ผอมอยู่ดี
การพักผ่อน
นอนไม่พอ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นความหิวมากขึ้น ทำให้ควบคุมอาหารยากขึ้นตามไปด้วย
คลิกที่รูปภาพเพื่อขยายดูรายละเอียด
สรุปแบบเข้าใจง่าย
ถ้าให้เทียบกันแบบคร่าว ๆ เรียงจากเบิร์นไขมันต่อนาทีมากไปน้อย ประมาณนี้
HIIT > กระโดดเชือก > วิ่ง ≈ ปั่นจักรยาน ≈ ว่ายน้ำ > เดินเร็ว
แต่ความจริงแล้ว "แบบไหนเผาผลาญไขมันดีที่สุด" ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราทำได้ต่อเนื่องแค่ไหนด้วย ต่อให้เป็นคาร์ดิโอที่เบิร์นเยอะที่สุด แต่ถ้าทำได้ไม่กี่ครั้งแล้วเลิก ก็ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเท่ากับคาร์ดิโอที่เบิร์นน้อยกว่าแต่ทำได้สม่ำเสมอ ทางที่ดีที่สุดคือเลือกคาร์ดิโอที่เราชอบและทำได้จริงในชีวิตประจำวัน หรือจะสลับทำหลายแบบในแต่ละสัปดาห์เพื่อไม่ให้ร่างกายชินและไม่ให้เบื่อก็ได้เช่นกัน